กราบสวัสดีพ่อแม่พี่น้องที่เคารพรัก
(บรรยากาศเลือกตั้งยังไม่สร่างซาสินะ)
กลับมาอัพบล็อกอีกครั้ง
วันนี้ขอมาว่าด้วยเรื่องอะไรที่ซีเรียสๆ หน่อย
หลังจากที่พักหลังๆ บล็อกนี้ค่อนข้างจะหมดมุก
แปลเพลง  แปลเพลง  และแปลเพลง  
(หรืออันที่จริงนี่แหละจุดขายของบล็อกนี้ก็ไม่รู้นะ)
วันนี้  เราจะมาว่าด้วยเรื่องการรับน้องกัน

...รับน้องทำไม?  ทำไมต้องรับน้อง?
นี่เป็นคำถามที่เราเพิ่งถามกับน้องชายเราที่เพิ่งเข้าไปเป็นเฟรชชี่ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพ
(ไม่เอ่ยชื่อละกันนะ  เดียวจะไปพาดพิงสร้างความเดือดร้อนต่อตนเองและผู้อื่นกันเสียเปล่าๆ)
จริงๆ เราไมได้ถามเสียทีเดียว  น้องมันออกแนวอธิบายตัวเองให้เรากับแม่ฟังมากกว่า
เมื่อถูกตั้งข้อสังเกตประมาณว่า...
"เฮ้ย  ชักจะเยอะไปแล้วนะ  กิจกรรมเธอเนี่ย"
(พี่น้องบ้านนี้ชอบเรียกกันเธอ-ชั้นน่ะนะคะ)
ที่ว่าเยอะนี่คือ  รับน้องกันทุกวัน  ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาเกือบเดือนไม่มีหยุด
กลับบ้านมาแบบหมดสภาพ (เพราะเหนื่อย) บางทีก็ทำกิจกรรมยันเช้าไม่ได้หลับไม่ได้นอน
โดนรุ่นพี่ทำโทษอย่างงั้นอย่างงี้  ทำใหม่จนกว่าจะดีพอ
ทำให้นึกถึงตัวเองตอนสาวๆ (...) ในสมัยที่ตัวเองยังเฟรชกว่านี้  เป็นเฟรชชี่กับเขาเหมือนกัน


อนึ่ง  เราคงต้องบอกว่า  คงด้วยนิสัยส่วนตัวด้านการเข้าสังคมด้วยประการหนึ่งที่ทำให้เรากับน้องค่อนข้างมีความเห็นในเรื่องนี้ต่างกัน
น้องเราเป็นพวกชอบเข้าสังคมสุดๆ นักกิจกรรมตัวยง  ทำมันหมดทุกอย่าง (แถมดีทุกอย่างเสียด้วย)
แล้วก็เพื่อนเยอะสุดๆ
ส่วนเรา  เป็นพวกอยู่เฉยๆ ชิลๆ ไม่ค่อยชอบออกสังคม  (ซึ่งบางคนชอบเข้าใจว่าไม่ค่อยชอบสังคม  ไม่รู้ว่าจริงไหม? ก็ไม่รู้สินะ  ถ้าพูดเองก็คงเหมือนแก้ต่างให้ตัวเอง)
เพื่อนดีๆ น่ะมี  เพืยงแต่มันไม่เยอะ  เพราะด้วยความที่ไม่ชอบออกไปพบปะกับใครแบบนี้
น้องเรามันก็พูดถึงข้อดีประมาณว่า
 


(น้องเราไม่ได้พูดแบบนี้เสียทีเดียว  นี่คือการสรุปความเอานะ)
"มันไม่ได้ไร้สาระซะทีเดียวนะ  มันเหมือนเป็นหลักสูตรเร่งรัดที่ทำให้เราร้องเพลงมหาลัยได้  จำอะไร  รู้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับมหาลัยได้  ถ้าไม่ว้าก (ซึ่งมหาลัยน้องเราเขาไม่เรียกว่าว้ากอ่ะนะ  แต่ผลสัมฤทธิ์คล้ายกัน) มันก็ไม่ได้อะไรซักที  
เลยต้อง "เข้มงวด" กันหน่อย"


"แล้วมันก็ทำให้เรามีสังคม  ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ ได้ลำบากร่วมกัน  ได้รู้จักทำเพื่อส่วนรวม  มันทำให้เราได้รักกันมากขึ้น  ได้รู้จักช่วยเหลือประคับประคองกัน  คนเราจะได้เห็นธาตุแท้กันก็เมื่อยามลำบากเนี่ยแหละ"

 
 
 


ฟังแล้วเราก็ "อืม...ก็ฟังดูไม่เลวเหมือนกันแฮะ"

 
 
 


แต่ที่นี้คงต้องบอก (อีกครั้ง) ว่า  ของน้องเรานั่นมันระดับเบาะๆ...
เป็นระดับที่พอจะใช้ไปสอนจริยธรรมอะไรได้จริง
แต่มันก็มี (เยอะ) ไอ้พวกระดับ extreme สุดโต่งที่แบบว่า
ด่าว่าน้องเสียจน...ถ้าพูดกันแบบจิตวิทยาคงต้องบอกว่าระดับที่ทำให้น้องเสีย self-esteem
รู้สึกแย่  ร้องห่มร้องไห้  บางคนอ้วกหรือเป็นลมกันไปเลยก็มี
ไม่รู้ว่า ณ จุดๆ นั้น  มันจะเรียกว่าเป็นอุปทานหมู่หรืออย่างไรกันหรือเปล่า?
แต่มันก็นำมาสู่คำถามที่ว่า
 
 
"แล้วทำไมต้องรับน้องด้วย?"
 

# ก่อนอื่น...ขอชิงออกตัวมา ณ ตรงนี้เลยนะคะว่า  เราอยู่ธรรมศาสตร์  จึงจะขอเปรียบเทียบกับธรรมศาสตร์  สถาบันที่เราอยู่  เราจึงรู้ (ในระดับหนึ่ง) แต่จุดประสงค์นั้นไม่ได้ต้องการจะยกยอธรรมศาสตร์และว่าว่าสิ่งที่สถาบันอื่นทำนั้น
ไม่ถูกต้องแต่อย่างใด #

อ้อ...เราเกือบลืมพูดอีกเรื่องหนึ่งไป
ที่จะต้องเขียนเรื่องนี้ให้ได้
เพราะเราเพิ่งเลิกเรียนมา
แล้วพอดีที่หอสมุดป๋วยฯ ของธรรมศาสตร์  ศูนย์รังสิตกำลังจัดบอร์ดนำเสนอเรื่องนี้อยู่พอดี
(นอกเรื่อง : ปกติเราว่าคนธรรมศาสตร์ไม่ค่อยสนใจจะอ่านบอร์ดพวกนี้กัน  ทั้งๆ ที่เราว่าหลายเรื่องก็น่าสนใจดีออกนะ  แต่คราวนี้เรากลับรู้สึกว่านักศึกษาสนใจบอร์ดนี้กันมากจนเราแปลกใจเลยล่ะ)
ที่ธรรมศาสตร์  มีการรณรงค์เรื่องนี้กันหลายปีแล้ว  ว่าให้ "รับเพื่อน" อย่างสร้างสรรค์
(ที่นี่เขาไม่ใช้คำว่ารับน้องแบบที่อื่นกันนะ)
และด้วยเหตุนี้  อาจจะพอให้อ้างได้ว่า  เราเลยไม่ค่อย "อิน" กับการรับน้อง / รับเพื่อนเสียเท่าไหร่
เหมือนเพื่อนที่สถาบันอื่นๆ เขาเป็นกัน
และไม่ค่อยจะได้ไปร่วมกิจกรรมอะไรกับเขาเท่าไหร่ด้วย
 
 
อ้าว...?

แต่มันก็พอมีเหตุผลของมันอยู่บ้าง
 

ที่เราไม่เข้าร่วมกิจกรรมรับน้อง / รับเพื่อน
ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะที่ธรรมศาสตร์ถือเรื่องเสรีภาพมากเหลือเกิ๊นนนนนนน
(ที่ทำเสียงแบบนี้เพราะเราคิดว่าพักหลังๆ มันก็ชักจะเกินไป  เช่นเรื่องแต่งตัว  นุ่งขาสั้นจุ๊ด (มีเยอะมาก) เสื้อซีทรู  สายเดี่ยวไปเรียนอะไรอย่างนี้  ก็อ้างว่า  ก็เสรีภาพไงจ๊ะ -*-)
โดยเฉพาะคณะศิลปศาสตร์  ที่ประกาศเลยว่า "เราไม่มีการว้าก"
ที่นี่เลยไม่ค่อยถือเรื่องรับน้อง / รับเพื่อนเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
เป็นอารมณ์ว่า  ใครใคร่ทำทำ  ใครไม่ใคร่ทำ  ก็ไม่ต้องลำบาก
ไม่ได้ถึงขนาดตัดรุ่น  ไม่มีใครคบแบบที่อื่น
มันเลยไม่ให้ความรู้สึกจริงจัง  เข้มข้นเหมือนที่อื่นเขาเท่าไหร่มั้ง
ของที่อื่นนั้น  จะว่ามันจะนำไปสู่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในคณะหรือสถาบัน  มันก็คงใช่
แต่มันก็ทำให้เราคิดเหมือนกันนะว่า "มันอะไรขนาดนั้นเลยเหรอวะ?"
 

เหตุผลส่วนตัว : ด้วยความเป็นพี่ของน้องชายซึ่งเป็นเฟรชชี่ในมหาลัยดังและดีมีคุณภาพแห่งหนึ่ง
จึงอดเป็นห่วงเรื่องของความ "เยอะ" ที่ตัวเองเริ่มจะรู้สึกไม่ได้  นั่นส่วนหนึ่ง
 
 
คือความรักสถาบันน่ะ  มันก็ดี  
แต่ในมุมมองส่วนตัว (สำหรับบางที่  บางกลุ่ม  ไม่ใช่ทุกที่) 
ทำไมต้องยัดเยียดปลุกใจความรักสถาบันอะไรกันขนาดนั้น
ไอ้ระบบรุ่นพี่รุ่นน้อง  เคารพพวกอาวุโสกว่า  น้องต้องไหว้พี่นี่  มันดูเป็นเรื่องคอขาดบาดตายมากๆ
(เราเปิดประเด็นขึ้นมาไม่ใช่ว่าเราขวางโลกนะคะ  และเราเองก็เคารพผู้อาวุโสกว่า  ผู้หลักผู้ใหญ่ตามขนบธรรมเนียมและประเพณีอันดีงามของไทยอยู่
สมัยเราเองเราก็ไปร่วมงานรับเพื่อน  ปฐมนิเทศน์อะไรกับเขาเหมือนกัน  และส่วนตัวก็รู้สึกว่ามันสนุกดี)
 

แล้วบอร์ดที่ธรรมศาสตร์มีการพูดถึงคำว่า SOTUS
น่าสนใจทีเดียว
ซึ่ง...เราคิดว่านะคะ  ต่อให้ว่าทั้งสองเรื่องนี้มันเป็นคนละเรื่องกัน  แต่มันก็แยกออกจากกันได้ยากยิ่งอยู่ดี
 

ถ้าทำกันในระดับขำๆ เป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกัน  ไปทำค่ายอย่างนั้นอย่างนี้  นี่ก็ว่าไป
(ซึ่งหลายที่ก็มีแบบนี้  น่าสนับสนุนมากนะ)
แต่ไอ้ครั้นแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันถึงขั้นไซโคน้อง
"มึงไม่รักสถาบันมึงเลยใช่มั้ย?!"
และก็ให้พิสูจน์ความรักอันยิ่งใหญ่อะไรเพื่อเติมเต็มความสะใจพวกพีๆ
(ก็ไอ้แบบที่เราเห็นๆ กันตามหน้าหนังสือพิมพ์นั่นแหละ)
ราวกับเก็บกดกันมาชาติปี
อันนั้นมันคงไม่ใช่เรื่องแล้วล่ะ
แล้วไอ้ที่ขนาดว่าคนที่ไม่ไปรับน้องคือคนที่ไม่ให้ความร่วมมือ (เอ่อ  จริงๆ มันก็อาจจะใชส่วนหนึ่ง  แต่มันไม่ใช่ทั้งหมดนี่หน่า)
คือคนที่แปลกแยก  จะต้องถูกกีดกันจากสังคมนั้นงั้นเชียวหรือ?
การรับ "รุ่นน้อง" มันน่าจะมีอะไรที่มากกว่าการยัดเยียดความรักสถาบันหรือความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
และควรเป็นไปด้วยความสมัครใจและสบายใจมากกว่านั้นหรือเปล่า?
 

นั่นคือส่วนคำถามที่คุณเองต้องตอบด้วยเหตุผลส่วนตัวของคุณ


แต่ในความคิดส่วนตัว  และสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
สำหรับเรา...เราก็ยังคงไหว้อาจารย์ที่สอนเราตามวัฒธรรมไทยอันดีงาม
ในฐานะ "ผู้มีพระคุณ"
(จริงๆ ทุกคนที่รู้จักเราจะรู้ว่าเราเป็นคนติดไหว้นะคะ  มือไม้อ่อนว่างั้น)
แต่สำหรับรุ่นพี่  ไม่ใช่รุ่นพี่ที่เรารู้จักทุกคนที่เราไหว้
เราเคารพแค่ "คนที่ควรค่าแก่การเคารพ"
ไม่ใช่เพราะว่า  แค่แม่เขาบังเอิญคลอดเขาก่อนเรา
แต่กลับกลายเป็นว่า  รุ่นพี่ที่รุ่นน้องไม่ยกมือไหว้บางคนกลับคิดว่า "เฮ้ย  มึงกร่างเหรอ?"
และต้องทำตามสิ่งที่ผู้ที่เข้าเรียนก่อนผู้นั้น
ทั้งๆ ที่เราไม่เห็นด้วย  หรือเราคิดว่ามันไม่ถูกต้อง
หรือเพราะเราไม่เต็มใจ
ด้วยเหตุผลที่ว่า "เพราะกู (ซึ่งเป็นรุ่นพี่มึง) สั่งไง"

ระบบ SOTUS ในสถานศึกษา  ในแง่หนึ่ง  เหมือนปลูกฝังเรื่องของการเอาพวกพ้องและอาวุโสนิยม
อันเป็นเรื่องที่แก้ไม่หายในสังคมไทยอยู่กลายๆ 
นำไปสู่ข้อสงสัยในใจเราที่ว่าการรับน้องนั้น  มีเพื่อะไรกันแน่
และควรจะอยู่ในข่ายไหน  ที่ไม่เป็นการ "ละเมิด" หรือ "ล่วงเกิน" ทั้งทางร่างกายและจิตใจของน้อง
รุ่นพี่ที่จัดการรับน้องบางคน  อาจจะแย้งกับบทความอันยืดยาวของเราว่า
มันเป็นการฝึกความแข็งแกร่งทางจิตใจของน้องไง
แต่เราก็มีคำถามที่อยากจะถามว่า  มันจำเป็นไหม  กับวิธีการซึ่งอาจจะเรียกว่า "ทางลัด" แบบนี้
แต่ต้องขอขี้แจงว่า  ไม่มีส่วนไหนของบทความที่เรากล่าวว่า เรา "ไม่เห็นด้วย" กับการวัฒนธรรมการรับน้องและการว้ากที่มีมาช้านานนี้
เพียงแต่เราแค่เป็นคุณหนูจำไม  เสนอความคิดเห็นในแง่หนึ่งเท่านั้นเอง
ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าบทความนี้คงจะไม่ไปทำให้ใครโกรธ  หรือเป็นการลบหลู่สถาบันอันเป็นที่รักของใคร
เหมือนที่เพิ่งเป็นข่าวครึกโครมไปเมื่อไม่นานนี้...นะคะ :)
 
 
 
 
 
 
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแง่หนึ่งในความคิด
ทุกคนสามารถอธิบายได้  แย้งได้  แสดงความคิดเห็นได้ในข่ายของความสุภาพด้วยนะคะ
 
 
ขอบคุณที่ (ทน) อ่านจนจบค่ะ  เก่งจริงๆ :D
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
...จาก รุ่นพี่ Senoir ที่มองดูรุ่นน้อง
ศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 

Comment

Comment:

Tweet

สวัสดีจ้าสบายดีหรือเปล่า หยุดอัปยาวเหมือนกันเลยsad smile

#9 By Jantaja on 2011-08-22 01:05

แจ๋วเลยค่ะ นั่งอ่านบล็อกพี่มา 3 เอนทรี่ย์แล้ว ได้ความรู้และสะกิดใจชวนให้คิดดีค่ะsurprised smile
โดยส่วนตัวแล้วก็คิดว่ามันไม่ได้เลวร้ายอะไรถ้าทำกันแค่พองาม และทำอย่างมีเหตุผลนะคะ
แต่เท่าที่เคยได้รับได้ฟังมา(ไม่ได้ไปเจอกับตัวเองนั่นเองsad smile ) ก็คิดว่ามันหลุดไปไกลแล้วค่ะ
แล้วคนรู้จักคนหนึ่งก็เป็นเอามากเลยเหมือนกัน กู่ไม่กลับแล้ว sad smile
แต่ก็แล้วแต่คนจะคิด อ่านเอนทรี่ย์นี้แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าน่าจะลองไปคุยกับคนที่ชอบการรับน้อง หรือคนที่ทำแบบหลุดโลกเหมือนกันค่ะ คงจะเป็นอะไรที่น่าสนใจและประเทืองปัญญาดี(ถ้าคุยกันแล้วไม่ดราม่ากันเสียก่อน)
อยังไงก็ขอขอบคุณที่ตั้งใจเขียนมาให้อ่านนะคะ confused smile

#8 By kksuika (223.204.203.11) on 2011-08-15 01:28

จริงๆ ไม่รับน้องเราก็ยังมีวิธีที่จะรู้จักเพื่อนได้นี่นะ
แต่ถ้าเจอว๊ากบ้างก็คงเฉย ๆ แหละเพราะชินจากตอนเรียน รด.
Hot!

ปล.จริงๆ ส่วนตัวก็อยากลองเป็นพี่ว๊ากดูเหมือนกัน เพราะว่ามีคนบอกว่าหน้าโหดดี แต่ คณะเรามันไม่ค่อยว๊ากนี่สิ

#7 By back-to-basic on 2011-07-21 15:17

ม.บิ๊กก็โซตัสเหมือนกัน พึ่งรับเสร็จไป ว๊าก ดราม่าดี (ม.บิ๊กเป็น ม ของรัฐ ชื่อค่อนข้างดังทางเทคโนโลยีแถบลาดกระบัง เดาได้ไม่ยาก) คณะบิ๊กโหดที่สุดใน ม เลยครับ แต่ส่วนตัวก็ว่ามันก็มีข้อดีเหมือนกันรับน้อง เพราะทำให้ได้ เพื่อน ได้อะไร

ไอที่ว๊ากมันก็ต้องว๊ากเพราะถ้าไม่ว๊ากเด็กก็ไม่ฟัง แต่บางทีอะไรที่มันเกินพอดีมันก็ไม่ดีอ่ะพี่ รุ่นพี่แบบพอมีอำนาจแล้วดราม่าใหญ่เลย ของ ม บิ๊กอ่ะ บิ๊กขอไม่เล่าเรื่องที่มันไม่สมควรจะเล่าละกัน เพราะเค้ามีให้สาบานกับศาลว่าห้ามเล่าเรื่องไม่ดีของ ม แต่แบบ รุ่นพี่ก็นะ เหอะๆ บางทีเกินไปจริงๆ

ส่วนตัวรู้สึกว่ารุ่นพี่มาด่า แล้วให้รักรุ่นพี่ มันไม่ใช่อ่ะพี่ แบบ เหมือนตบหัวแล้วลูบหลังอ่ะ ไม่ชอบจริงๆ ด่าแล้วให้รัก ให้สวัสดี ให้เคารพ มันเพลีย ไม่อยากทำ พอไม่ทำก็นะ...(ไม่ขอเล่าละกันครับ)

ไม่ชอบโซตัส แต่ก็ต้องทน บางทีบิ๊กคิดจะซิ่วไปที่อื่นเพราะรุ่นพี่แล้วนะ มัน เอิ่มมากอยู่ ... แต่กลัวหนีเสือแล้วปะจรเข้sad smile

#6 By Drama Queen on 2011-07-18 16:23

อ่าฮ้าาา เจอรุ่นน้องศิลปศาสตร์ (ที่จริงรุ่นลูกหลานเลย ฮ่าๆๆ)
คณะเราชิลเนอะ แต่ยืนยันว่าจบมานานแล้วก็ยังรักกันดีครับ
ขอบคุณที่ add FB นะครับ

big smile big smile

#5 By 40reborn on 2011-07-16 00:33

Hot! Hot! Hot! ยกดาวให้กับความตั้งใจเขียนค่ะ big smile

มันก็นานาจิตตังนะเรื่องนี้ ส่วนตัวแล้วคิดว่าถ้ามันไม่ถึงขนาดเจ็บตัวเจ็บใจ บอบช้ำมากเกินไปก็โอเคนะ อยากให้คนที่คิดว่าตัวเองเป็น "พี่" ทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีกับ "น้อง" มากกว่าที่จะทำอะไรแค่เพราะความสะใจ หรือแค่เพราะว่าเค้าทำต่อๆ กันมาอย่างไม่มีเหตุผล โตๆ กันแล้วอะนะ sad smile
ให้น้องรักกันภายใต้บรรยากาศความกดดัน...ไม่รู้อ่ะ รักไม่ลง

#3 By por_kk on 2011-07-13 20:39

เสียดาย วันนี้เราไม่ได้ถ่ายภาพของบอร์ดเรื่อง SOTUS กับการรับน้องที่จัดแสดงหน้าหอสมุดป๋วยฯ มา
แต่กล้องเราไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ อาจจะไม่สามารถอ่านรายละเอียดได้เท่าที่ควร

แต่จะลองพยายามถ่ายมาดูนะคะ big smile

#2 By \/ /\ N ∑ Z Z /\ on 2011-07-13 20:30

Hot!

มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียล่ะมั้งคะ เราเองก็เฟรชชี่ คิดเหมือนกันว่า พูดกันดีๆก็ได้...รู้เรื่อง เข้าใจอยู่นะ

แต่เหมือนเป็นระบบกลุ่ม เพื่อนมันไม่ดี ไม่ฟังเหมือนเรา ก็โดนกันหมด

ส่วนตัวรู้สึกเฉยชานะคะ...ไม่ค่อยชอบเข้าสังคมเหมือนจขบ.ด้วยแหละค่ะ แต่ของเราทางนี้เค้าบังคับ... ขี้เกียจจะตาย อยากเคลียร์งานให้เสร็จมากกว่ามานั่งทำกิจกรรมงกๆอีก

เพราะเป็นคนที่ทำแล้วก็ทำ เป็นกลุ่มที่ทำงานกันกลุ่มเดียวด้วยมั้งคะ เลยรำคาญมาก... เหมือนโดนเพื่อนโยนเขร้มาให้ ทั้งๆที่ทำมาด้วยกัน แต่พอเก็บกวาดดันเป็นงานของกลุ่มเรา... -*-

#1 By bloodrain on 2011-07-13 20:29