หายไปนานเหลือเกิน

ไม่อัพ  ไม่โผล่ไปบล็อกใครเลยจนหลายคนอาจจะนึกว่าแวน..

"เฮ้ย!  ตายแล้วป่าววะ??" 

555+ ซึ่งนี่คือข้อพิสูจน์ว่า  "ยังโว้ย!!" 

วันนี้เราขอมาทำสาระอีกครั้ง

ด้วยการก็อปงานของตัวเองทั้งดุ้นมาแปะให้อ่านกัน

(อ๊ะโห  โชว์ความทุเรศแก่ผู้อ่านชาว exteen

แต่อย่างน้อยก็ก็อปงานตัวเองอ้ะ) 

 

 "ฮิสทีเรีย" แวนรู้คุณ (หลายคน) รู้จักโรคนี้

ใช่ แต่ถูกหรือเปล่า??

 

หากใครยังคิดว่าโรคนี้ยังเป็นโรคของผู้หญิงเซ็กซ์จัดอยู่ละก็

นี่คือเอ็นทรี่ย์ที่คุณควรอ่านอย่างยิ่ง!

 

เอาแบบพอสังเขปๆ

 ฮิสทีเรีย

   
เมื่อกล่าวถึง “โรคฮิสทีเรีย” สิ่งแรกที่ปรากฏขึ้นในใจของคุณ คือสิ่งใดคะ?
  มันคือโรคในผู้หญิงที่เกี่ยวกับความต้องการทางเพศ ที่สูงเสียจนผิดปกติวิสัยคนทั่วไปเขาหรือเปล่า?
  ...หากคำตอบของคำถามข้างบนของคุณคือ “ใช่” แล้วล่ะก็
...คุณกำลังเป็นอีกคนที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคที่มีชื่อว่า “ฮิสทีเรีย”

 

หนังสือยอดฮิตของเพื่อนๆ แวนสมัย ม.4 (เอิ๊กๆ)
ที่ทำให้ความเข้าใจผิดแพร่หลายออกไป  
<ตามความคิดแวน "เท่านั้นนะ" ใครไม่เห็นด้วย  ไม่รู้>
แวนว่าเขา(อาจจะเป็นบก.)น่าจะศึกษาให้ดีเสียก่อนว่าที่จริงแล้วโรคนี้มันคืออะไร
(แวนไม่ได้อวดฉลาดนะ) 
แต่ว่า  ลองคิดถึงว่าหนังสือคือครูคนหนึ่ง
ซึ่งแวนว่าน่าจะเน้นให้ความรู้ที่ถูกต้องกับนักเรียน (ผู้อ่าน)
ซึ่งนี่เท่ากับ  ครูกำลังสอนสิ่งผิดๆ ให้นักเรียนจำ  ออกไป  
ไม่ควรเป็นแบบนี้เลย

แวนไม่เคยอ่านหรอก  แต่เพื่อนแวนบอกสนุกกัน  ไปหาอ่านดูนะคะ  อิอิ ^^

ตามประวัติศาสตร์ คำว่าฮิสทีเรีย มาจากคำว่ามดลูกในภาษากรีก  
ฉะนั้นจึงเข้าใจว่าเป็นได้เฉพาะในเพศหญิง (เพราะแน่นอนว่าผู้ชายไม่มีมดลูก) แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคฮิสทีเรีย หาได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับมดลูกของผู้หญิงไม่ และไม่ใช่โรคที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศสักนิด อันที่จริงผู้ที่เป็นโรคนี้ อาจจะบกพร่องทางความรู้สึกทางเพศเสียด้วยซ้ำ และคุณผู้ชายแท้ๆ เอง อย่านึกว่าจะรอดค่ะ เพราะคุณก็สามารถเป็นฮิสทีเรียได้เช่นเดียวกัน

  ...แล้วตกลง โรคนี้ มันคือโรคอะไรกันแน่?

  เรามาทำความเข้าใจกับโรคที่มีชื่อว่า “ฮิสทีเรีย” นี้ อย่างแท้จริงและถูกต้องกันเถอะ

โรคฮิสทีเรีย แบ่งออกได้เป็นสี่แบบ

แบบแรกเรียกว่า Conversion Reaction หมายถึงปมขัดแย้งในระดับจิตใต้สำนึกที่แปลงออกมาเป็นอาการภายนอก จนเกิดความผิดปกติในระบบการเคลื่อนไหวหรือการรับรู้ เช่น แม้อยากจะทำร้ายคนผู้นั้นใจจะขาดด้วยความโกรธ แต่ก็ถูกจิตใต้สำนึกห้ามไว้ไม่ให้ทำเช่นนั้น จนเกิดอาการอัมพาตขึ้นมา เมื่อตรวจวินิจฉัย จะไม่พบความผิดปกติทางร่างกายหรือระบบประสาทแต่อย่างใด

แบบที่สอง เรียกว่า Dissociative Type
คือการสูญเสียความทรงจำในเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจ ไม่ต้องการรับรู้  และจดจำไว้ ขั้นหนักอาจถึงขนาดที่บุคลิกอาจอาจเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปเป็นคนละคน จำรายละเอียดเกี่ยวกับเอกลักษณ์ของตนเองว่าชื่ออะไร เป็นใคร มาจากไหนไม่ได้ด้วยเชียวนะคะ

แวน: จำโรค Dissociative Identity Disorder หรือที่ในหนังเรื่อง Body ศพ 19 ยังใช้ชื่อเก่าว่า Multiple Personality Disorder ได้มั้ยล่ะ?  นั่นก็อยู่ในตระกูล Dissociative Type เหมือนกัน

แบบที่สาม คือ Somatization Disorder
จะมีลักษณะอาการคล้ายกับแบบ Conversion Reaction แต่แตกต่างกันตรงที่แบบ Conversion Reaction จะเกิดความผิดปกติทางร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ Somatization Disorder นี้ จะเกิดอาการหลายๆ อย่างขึ้นมาพร้อมกัน และเรื้อรัง

ส่วน Histrionic Personality Disorder หรือบุคลิกภาพแบบฮิสทีเรียนั้น จะมีลักษณะที่บุคลิกภาพดูเกินจริงจนเหมือนเสแสร้ง ซึ่งในแบบหนึ่ง อาจจะแสดงออกมาในรูปแบบที่เล่นหูเล่น-ตา เชิญชวน ยั่วยวน กับทุกคนไม่เลือกหน้า และมากเสียจนดูเหมือนมารยา เล่นละคร จึงทำให้สามารถเข้าใจผิดได้ว่าคนป่วยด้วยโรคนี้มีความต้องการทางเพศสูง

แต่สิ่งคนเป็นโรคฮิสทีเรียต้องการ โหยหาไม่เคยพอนั้น จริงๆ แล้วไม่ใช่เพศสัมพันธ์ แต่เป็น ความรัก ต่างหากค่ะ

เพราะคนที่ป่วยเป็นโรคนี้ เกิดจากพวกเขาขาดความรักความอบอุ่นในช่วงสำคัญของชีวิต จึงต้องการเรียกร้องความสนใจจากผู้คนรอบข้างให้รักเขา สนใจเขา อยู่ตลอดเวลาเพื่อชดเชยส่วนที่ขาด ทว่าไม่ได้ต้องการมีความสัมพันธ์ทางเพศด้วยแต่อย่างใด เขาจึงเป็นคนที่น่าสงสารนะคะ ส่วนโรคที่เกี่ยวกับต้องการทางเพศอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหลายคนเข้าใจผิดกันว่าเป็นฮิสทีเรีย ความจริงมีชื่อว่า ”นิมโฟมาเนีย” ค่ะ จัดเป็นโรคทางจิตชนิดหนึ่งเช่นกัน ฉะนั้นอย่าได้ดูถูกเขา รังเกียจเขา และหาว่าพวกเขาสำส่อนทางเพศเลยนะคะ เพราะทั้งผู้ที่เป็นฮิสทีเรีย และนิมโฟมาเนียนั้น พวกเขาจัดว่าเป็น “คนป่วย” ค่ะ ถ้าเลือกได้เขาคงไม่อยากเป็นแบบนี้ ให้ความเห็นใจ เมตตาเขา ปฏิบัติกับเขาเช่นคนปกติ และเอาใจช่วยพวกเขา ทั้งคนที่เป็นฮิสทีเรียและนิมโฟมาเนียให้เอาชนะโรคร้ายได้กันดีกว่าค่ะ 

โรคฮิสทีเรียนี้  น่าจะใกล้เคียงกับคำว่า "เรียกร้องความสนใจ" มากกว่า "เซ็กซ์จัด" นะแวนว่า

ทีนี้  อย่าสับสน ฮิสทีเรีย  กับ  นิมโฟมาเนียอีกล่ะ

มันเอ๊าท์แล้ว! 

คุคุ  

# # # # # # # # # # # # # # # 

<เบี้ยวอัพบล็อก 22 ม.ค. เหอๆๆ I'm working on it จ้า (แหะๆๆ)>

.รับบริจาคดราก้อนบอลนะคะ  จะเอาไปขอพรจากพระเจ้า  

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Hot! big smile สาระดีๆ ขอบคุณค่ะ

#1 By Lily Pixel on 2009-01-14 17:42

เพิ่งรู้นะเนี่ยว่ามีหลายแบบด้วย

#2 By ppangg on 2009-01-14 17:43

Hot! ปัญหามันอยู่ที่ตัวเขา จิตใจและความรักbig smile

#3 By ลูกคนโตเอง on 2009-01-14 17:44

ได้สาระมากเลยค่ะ แม่มดยอมรับว่า เข้าใจโรคนี้ผิดคนนึงเลย

แต่แบบที่สอง แม่มดอ่านแล้วมันเศร้าไงก็ไม่รุอะ เฮ้อ...

เอาดาวมาฝากค่า Hot! Hot! Hot!

ชอบงับ big smile

#4 By *~ แม่มด ~* on 2009-01-14 17:50

อืม ...มิน่าล่ะ
เหอะๆๆ
เจอดีเข้าให้แล้วไง
sad smile

#5 By Madaewee @ Hippie''60' s on 2009-01-14 19:23

Hot! เอ่อ...
น้องกรุ๊ปผมคนนึง เป็นฮิสทีเรีย
และคำพูดที่เค้าพูดกะผมคือ
"พี่อาม เอาน้องทีสิ !!!"

ฮ่วย....


และก็ยังสร้างปัญหาในกรุ๊ปอีกมากมาย

ผมเลยรู้สึกว่า บางทีโรคนี้ถ้าไม่รักษา มันเป็นปัญหากับสังคม

(ปล. น้องกรุ๊ปผม พ่อแม่เค้าไม่ยอมรับด้วยว่าลูกเค้ามีอาการทางจิต ซวยแท้...)

Hot! เอาไปขอพรละกัน...

#6 By ซับบาธ... on 2009-01-14 19:24

ฮั่นแน่ๆ คุณซับบาธ
บอกแล้วไงคะว่าไม่ใช่ฮิสทีเรีย...

#7 By \/ /\ N ∑ Z Z /\ on 2009-01-14 19:30

big smile Hot! Hot!

เคยเข้าใจเหมือนกันค่ะ ขอบคุณที่ให้ความรู้ค่าาา

#8 By FaCeEloN on 2009-01-14 19:37

หนังสือเล่มนั้น...

เคยอ่านเหมือนยกันตอนช่วง ม.4-5

แย่งกันอ่านทั้งห้องเลย 555+
(ซื้อเองก้อไม่ซื้อเนอะ -*-)


เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าโรคเนี้ยมันมีหลายแบบ sad smile

Hot! Hot!

#9 By KimPangKung on 2009-01-14 19:38

เคยอ่านแล้วเหมือนกัน ตอน ม. สาม เหอๆๆ
ก็หนุกดีนะ (ไม่ได้หื่นหรือบ้ากามนะ)
แต่แบบ... เออ หนุกอ่ะ ฮ๋าๆๆๆ

#10 By MiiNgOk on 2009-01-14 19:51

clarify ได้ดีมากครับ ได้ความรู้ดีครับ ^_^ Hot!

#11 By Elta_kung on 2009-01-14 19:56


อื๋อ....
มีแบ่งประเภทด้วย

หนังสือเล่มนั้นก้อยก้อเคยอ่านค่ะ
และเคยเข้าใจผิดไปเรียบร้อย....
sad smile

#12 By Sana_by_lllmukoilll on 2009-01-14 20:03

big smile big smile big smile

#13 By แจกคลิป (58.9.17.145) on 2009-01-14 20:07

มีสาระHot! big smile

#14 By น้ามชา on 2009-01-14 20:12

เดี๋ยวนี้หนังสือเค้าชอบนั่งเทียนเขียนค่ะ
ทำให้คนเข้าใจผิดเลย พึ่งรู้เหมือนกันเนี่ย เพื่อนก็เข้าใจแบบนี้เหมือนกัน

#15 By Tako on 2009-01-14 20:28

แหม่ ช่วงนี้มีแต่ของดีมีสาระ ปาบอลใส่ลูกนึง Hot!

#16 By Sharpen_Thought on 2009-01-14 21:17

หนังสือเล่นนั้น เคยอ่านๆ
อ่านแล้วก้อ รู้สึกสงสารเค้ามากอ่ะ
....คิดดูดิ พี่ชาย ก้อไม่เว้นอ่ะ ทำน้องตัวเอง ...สุดท้ายก้อท้องกะพี่ตัวเอง- -เศร้าอ่ะ

#17 By Style_Alpha on 2009-01-14 21:23

ขอบคุณสำหรับความรู้นะครับ big smile Hot!

#18 By wasin on 2009-01-14 21:46

Hot! ว้าวๆ เพิ่งเข้าใจนี่แหละ

#19 By ARuN LiZ on 2009-01-14 21:55

ไม่นะ เราเคยเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้~!!!!
ขอบคูรสำหรับข้อมูลที่ถูกต้องค่ะ
ทีนี้จะได้เข้าใจถูกซักที...

#21 By Dark side of "Ri-Ne" on 2009-01-14 23:14

ได้สาระและความรู้ประดับอีกแล้ว open-mounthed smile

จะเผยแพร่ความรู้โดยบอกต่อเพื่อนบ้าง

ส่วนหนังสือหัวใจนี้ฯ อยากบอกว่าสนุกมาก ได้แง่คิดดีๆ เยอะมากเลย และสิ่งที่ชอบที่สุด คือคำคมท้ายเล่ม ที่กินใจ เกี่ยวกับหินและคลื่น

#22 By ไชน่าชา!! on 2009-01-14 23:42

:)big smile

#23 By Hunuak on 2009-01-14 23:52

Hot! Hot! Hot!

#24 By 草の 明ら  on 2009-01-15 00:01

ใช่แล้วค่ะคนป่วยเหล่านี้อย่าไปดถูกเขา
วิธีที่ช่วยได้อีกทางคือให้ไปพบจิตแพทย์ค่ะ นี่ไม่ใช่การดูถูกนะ แต่เป็นการรักษาเพราะเขาก็เป็น "คนป่วย" ใช่ไหมคะbig smile

#25 By ต้า on 2009-01-15 00:12

ได้ความรู้มากเลยคะ

#26 By Cotton on 2009-01-15 06:35

ลงชื่ออ่าน

#27 By ซูเนะโอะ on 2009-01-15 09:30

เคยรู้มาเหมือนกันว่า ไม่ใช่โรคขาดผู้ชายไม่ได้ แต่เป็นโรคขาดคนเอาใจไม่ได้ต่างหาก

เพิ่งรู้ว่ามีแยกประเภทด้วย

ช่วยบริจาค ฮับ

Hot!

โฮ่ ๆ โรคทางจิตทุกอย่างสามารถรักษาได้ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ครับ

big smile

#28 By Dhammasarokikku on 2009-01-15 15:06

โอ้ เข้าใจผิดมาเนิ่นนาน ขอบคุณมากค่า confused smile Hot! Hot!

#29 By [ นู๋ ห น อ น ] on 2009-01-15 16:32

เข้าใจแล้วก๊าบ

#30 By (58.9.47.110) on 2009-01-15 16:42

ภาพปกเซ็กซี่

#31 By \\(..U 3U..)//จุ๊บุ on 2009-01-15 16:43

อย่างนี้เราจะเป็นไม๊เนี่ย....
โปรดส่งใครมารักฉันที แง๊....

#32 By pizzicato (158.108.12.150) on 2009-01-15 17:46

เท่าที่รู้มาคนเขียนหนังสือเล่มนั้น ก็ไม่ได้ป่วยเป็นฮิสทีเรียด้วยล่ะค่ะsad smile

ส่วนเรื่องที่มาอธิบายขอบคุณมากค่ะ ในที่สุดก็เข้าใจซะทีว่าโรคนี้จริงๆมันมีอาการยังไง ขอบคุณมากค่ะHot!

#33 By ทานุขนฟู on 2009-01-15 20:02

แอบเคยอ่านเล่มนั้นแล้ว เหะ เหะ

#34 By iDoi* on 2009-01-15 20:07

มันคือโรคทางจิตใจ โรคขาดความรักนี่เอง
มีสาระมากๆค่ะ

#35 By inu_monster on 2009-01-15 22:02

อ่ะฮะ เพิ่งรู้เหมือนกันน

#36 By KiM on 2009-01-15 22:29

โอ้ววว เข้าใจผิดมาตลอด Hot!

#37 By OH-O ! ! on 2009-01-16 02:00

อ่านะ เราก็ว่า ทำไมในหนังสือ(เล่มนั้น) มันเขียนไว้ได้โหดร้ายมากมาย

(( ฝากขอพรด้วยนะคะ )) Hot!

#38 By → Ra$s*m€` [❤] on 2009-01-16 07:40

เคยรู้มาบ้างเหมือนกันค่ะ
แต่ไม่แน่ใจว่าการแสดงออกของฮิสทีเรีย มักจะออกมาเป็นรูปแบบไหน
แต่ที่แน่ ๆ เป็นพวกที่เรียกร้องต้องการให้คนมารักหรือแสดงความสนใจตัวเองอยู่ตลอดเวลาค่ะ

#39 By DreamCatcher on 2009-01-16 08:23

วู้วว จริงด้วย
อาจารย์เหมือนจะเคยสอนแฮะเรื่องนี้
ฮิสทีเรียจริงๆแล้วไม่ได้แปลว่า เซกส์จัด
แต่เหมือนเป็นโรคจิตเกี่ยวกับการเรียกร้องความสนใจมากกว่า


ขอบคุณสำหรับความรู้ค่ะ ><

#40 By Mugiwara ´´ © on 2009-01-16 10:52

อ่า เพิ่งรู้นะเนี่ย

ขอบคุณค่ะ ได้ความรู้เยอะดี

ไม่ค่อยมีคนร้นะเนี่ย แต้งหลายๆค่ะ

#41 By Akame Fictionist = I'm LoreLai. on 2009-01-16 11:44

ดีจ้าแวน อัพเรื่องดีอ่ะ มันทำให้แป้งสงสัยมากๆเลยว่าถ้าเค้ามีอาการแบบข้อแรกต่อไปมากๆเข้า เค้าจะมีโอกาสป็นอัมพาตตลอดชีวิตได้ไหม
นู๋กัววววว

ปล. ถ้ามีแต่คนชอบเรื่อง อแมนดี้เป็น***ก็เอาอันนี้จิ เพราะนู๋ก้ชอบ

ปล.2 อัพเรื่องดีแบบนี้ก็ขอพรได้หลายข้อเลยอ่ะจิ หุหุHot! Hot! Hot! Hot! question

#42 By MeO on 2009-01-16 12:46

Hot! Hot! Hot!

ขอบคุณมากๆค่ะ

#43 By unsleep' on 2009-01-16 13:18

รู้จัก แล้วก็รู้ด้วยว่าบก.เค้าเอามาบอกเล่ากันผิดๆ แต่นะ.. ในเมื่อคนส่วนใหญ่อยากรู้เรื่องเสื่อมๆของคนอื่น ก็คงต้องตั้งชื่อหนังสือว่าอย่างนี้แหละค่ะ

#44 By shewhohasnofate on 2009-01-16 13:47

เล่มนี้จำได้ว่าเป็นเล่มทำเงินของ สนพ อนิศ จนถึงขนาดพิมพ์เล่ม 2 ออกมาอีกที confused smile

#45 By Bluemoon on 2009-01-17 01:44

โอ้ว!...ได้ความรู้มากเลยคร่า~ เหอๆ

(แอบแซวเล็กๆ)

คุณโชแค่นี้พอนะ อย่าเอาเรื่องเพศมาลงต่อนะ ถ้าตัดหน้าเราแอบงอนด้วย

แล้วก็มีอีกอย่างที่อยากบอก
ความผิดปกติทางจิตและการหลงใหลในรสพระธรรมบางทีมันก็แยกจากกันไม่ค่อยออกนะ ถ้ามีอาการทางจิตแล้วก็ควรจะไปรับการรักษามากกว่า หลังจากนั้นค่อยไปปฏิบัติธรรมก็ได้ ขณะเดียวกันผู้ที่มีอาการทางจิตแล้วคิดว่าตนเริ่มจะฟุ้งซ่านแล้วไปปฏิบัติธรรมเพื่อสงบจิตใจอันนั้นก็น่ากลัว ขนาดเรียนอยู่แค่ปี 1 เพิ่งได้แต่ฝึกสัมภาษณ์ยังเจอตั้ง 2 เคส ซึ่งมันช่วยอะไรไม่ได้หรอก ทางที่ดีผู้ป่วยก็ควรได้รับการรักษาจะดีที่สุด

#46 By shortskirt on 2009-01-17 15:38

โอ้ย แวน นิสิตเอกจิตวิทยาฯยังไม่รุละเอียดเท่าแวนเล้ยยย

ตายดีก่า แอร่ก~! 55+

#47 By เบสท์นะ~จ๊ะ! (125.27.54.113) on 2009-01-21 00:48

แล้วถ้าพี่ป่าวเป็นฮิสแต่พี่เซ็กส์จัดล่ะคร๊า
Hot! Hot! สังคมที่ดีต้องเข้าใจกัน